SOD จากเมล่อน นวัตกรรมอาหารเสริม ต้านอนุมูลอิสระ innar (อินนาร์) by ครูเงาะ
SOD จากเมล่อน นวัตกรรมอาหารเสริม ต้านอนุมูลอิสระ innar (อินนาร์) by ครูเงาะ

ปัญหา กระ และ ฝ้า

ปัญหา กระ และ ฝ้า

เมษายน 26, 2016      In Innar Talk No Comments

2014080510172-1

ฝ้า Melasma คือ แผ่นสีน้ำตาลอ่อน หรือ น้ำตาลเข้ม บนใบหน้า มักพบได้ที่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง, หน้าผาก, จมูก, เหนือริมฝีปาก ฝ้า ที่เห็นนั้นเกิดจาก เซลล์สร้างเม็ดสี ในบริเวณผิวหนังทำงานผิดปกติ และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก ฝ้ามักจะเกิดขึ้นทีละน้อยช้า ๆ และมักเป็นเหมือนกันทั้ง 2 ข้างของใบหน้า ฝ้ามักเกิดในช่วงวัยกลางคน อายุระหว่าง 30-40 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ฝ้า แบ่งได้เป็น 3 ชนิด
ฝ้าแบบตื้น จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มักมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด เกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว ฝ้า ชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนัง สามารถรักษาโดยการใช้ ยาทาฝ้า ยากันแดด และทำทรีตเม้นต์ไม่กี่ครั้ง ก็สามารถลบเลือนให้หายได้
ฝ้าแบบลึก จะมีอาการผิดปกติ อยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิด ฝ้า ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด รักษาได้ยากกว่า และไม่ค่อยหายขาด
ฝ้า ชนิดผสม มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด ฝ้า
1. แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ทั้งช่วงคลื่นที่เรียก A (ยูวีเอ) และ B (ยูวีบี) รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ฝ้า หรือ ทำให้ ฝ้า เป็นมากขึ้นได้ทั้งสิ้น
ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น.
2. ฮอร์โมน ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย (เช่น การตั้งครรภ์, วัยหมดประจำเดือน) หรือได้รับ ฮอร์โมน จากภายนอกร่างกาย (เช่น รับประทานยาคุมกำเนิด, การใช้ เครื่องสำอาง บางชนิดที่มี ฮอร์โมน ผสมอยู่) จึงมักพบผู้ที่เป็น ฝ้า ขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย  และ ฝ้า มักจะจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิดหรือหลังคลอดบุตร
3. ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอย ฝ้า
4. เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางอาจทำให้เกิด ฝ้า ได้ โดยเฉพาะน้ำหอมหรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางนั้นๆ
5. พันธุกรรม เนื่องจากพบฝ้าได้บ่อยในคนเอเชียมากกว่าคนผิวขาว และพบว่าเป็นในครอบครัวได้ถึง ร้อยละ 30-50
6. ภาวะทุพโภชนาการ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากพบผื่นแบบ ฝ้า ในผู้ที่มีหน้าที่การทำงานของตับผิดปกติ และ ผู้ที่ขาดวิตามิน บี 12
การรักษา ฝ้า
 
1. พยายามหาสาเหตุ และ แก้ไข หรือ หลีกเลี่ยงโดย
– หลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ยากันแดดที่มีประสิทธิภาพดี ที่มีค่าป้องกัน (SPF) สูงอย่างน้อย 40 และค่า PPA อย่างน้อย 3+
อย่างไรก็ตาม ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF สูงๆ บางชนิดอาจมีลักษณะข้นเหนียว ทำให้รู้สึกเหนอะหนะไม่น่าใช้ รวมทั้งอาจทำให้เกิด สิวง่ายขึ้น ควรทา ครีมกันแดด ทุกวัน และถ้าจำเป็นต้องตากแดด ควรทา ครีมกันแดด วันละสองครั้งหรือมากกว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ครีมกันแดด บนผิวหน้ายังมีปริมาณที่เพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด มิได้จางหายไปกับเหงื่อที่มักจะถูกซับด้วยกระดาษหรือผ้าเช็ดหน้าอยู่เสมอ ในกรณีที่มีสภาพผิวหน้าแบบผิวมันเป็น สิว ง่าย ควรเลือกใช้ ครีมกันแดด ที่เป็นสูตร Non-comedogenic หรือ สูตร water-based และ ควรอยู่ในรูปของเจลหรือโลชั่นจะเหมาะสมกว่าในรูปของครีม
– หลีกเลี่ยงการได้รับ ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด อาจปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนไปคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
– หลีกเลี่ยงเครื่องสำอาง ที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ หรือมี สารสเตียรอยด์ เป็นส่วนผสม
2. ทำให้ ฝ้า จางลง โดยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีทา เพื่อลดการทำงานของเซลล์สี และเร่งเซลล์ผิวหนังชั้นบนซึ่งมีเม็ดสีเมลานินที่สร้างขึ้นมาแล้วให้หลุดลอกออกไป ยาเหล่านี้มีทั้งผลดีและฤทธิ์ข้างเคียง ซึ่งยาทารักษาฝ้ามีหลายชนิด ฉะนั้นการใช้ยาโดยเลือกแต่ให้เกิดผลดี และไม่เกิดผลข้างเคียงหรือเกิดน้อยที่สุดนั้น ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง ไม่ควรไปซื้อยาทาเองไปเรื่อย ๆ ซึ่งท้ายที่สุดมักจะเกิดผลข้างเคียงจากยาทา อาจทำให้ใบหน้าดูแย่กว่าเดิม
การรักษาฝ้าที่ถูกต้องนั้น ต้องทายาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยทาส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไป ให้ทาสัปดาห์ ละ 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นอีก
3. การรักษา กระ และ ฝ้า ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีอื่นๆ
นอกจากนี้การใช้ยาทาหรือยารับประทาน ปัจจุบันยังมีการรักษา กระ และ ฝ้า โดยอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษามากขึ้น เช่น
• วิธีกรอผิวชนิด Microdermabrasion (เครื่องกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีผู้นำมาใช้ในการรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับ ฝ้า และ กระ ที่อยู่ในชั้นตื้นๆ
ข้อควรระวัง คือ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงมากเกินไป อาจทำให้เกิดบาดแผลถลอก และมีเลือดออกได้
• การรักษาด้วยเครื่องไอออนโตฟอรีซิส อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อนๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวหน้าให้ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้เพิ่มมากขึ้นหรือออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น
การรักษาด้วยวิธีนี้ มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้างแต่มักไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามผลการรักษายังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ว่าได้ผลดีอย่างชัดเจน
• สำหรับเทคโนโลยีของเลเซอร์และเครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง( Intense Pulsed Light หรือ IPL) เป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน ถึงแม้ เลเซอร์และIPL จะมีคุณสมบัติทางเทคนิคที่แตกต่างกัน แต่กลไกในการทำงานใช้หลักการเดียวกัน กล่าวคือ เครื่องมือทั้งสองชนิดให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่มีรอยคล้ำจาก กระหรือ ฝ้า ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าปกติจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินในบริเวณนั้นถูกทำลายและมีจำนวนลดลง มีผลทำให้ กระ หรือ ฝ้า นั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลการรักษาได้ค่อนข้างรวดเร็ว
กระ และ ฝ้า ส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง การรักษามุ่งเน้นหลักสำคัญสองประการ คือ
หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้ กระ หรือ ฝ้า เป็นมากขึ้น ร่วมกับ การพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยคล้ำนั้นเป็นมากขึ้น การหลีกเลี่ยงการตากแดดเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ ครีมกันแดด อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก