SOD จากเมล่อน นวัตกรรมอาหารเสริม ต้านอนุมูลอิสระ innar (อินนาร์) by ครูเงาะ
SOD จากเมล่อน นวัตกรรมอาหารเสริม ต้านอนุมูลอิสระ innar (อินนาร์) by ครูเงาะ

ทายซิ? ใบหน้า ส่วนไหน ทำงานหนักมากที่สุด

124814058-600x399

ใครจะรู้บ้างว่า ใบหน้า ของเราก็ทำงานหนักไม่แพ้ร่างกายเหมือนกัน เพราะใบหน้ามีเพียงหน้าเดียวเราจึงต้องดูแลและให้ความสำคัญมากๆ

การทำงานของกล้ามเนื้อลูกตาใน 1 วัน เท่ากับการเดินเป็นระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร

ปีๆหนึ่ง คนเรากะพริบตามากถึง 7,884,300 ครั้ง โดยเฉลี่ยความเร็วแต่ละครั้งประมาณ 0.05 วินาที

– ดวงตา ของมนุษย์สามารถแยกแยะความต่างของสีได้ถึง10,000,000 สี

– กล่าวกันว่า หูมนุษย์คล้ายเปียโนย่อส่วนขนาดจิ๋ว เพราะเมื่อเทียบกับเปียโน ภายในหูจะมีสาย (string) เท่ากับ 10,000 สาย และค้อนเคาะสาย (hammer) 3,000 ตัว

ต้องใช้กล้ามเนื้อถึง 75 มัด เพียงเพื่อจะพูดคำพูดคำเดียว

การยิ้ม เปลืองพลังงานน้อยที่สุด เพราะใช้กล้ามเนื้อเพียง 17 มัด

– การทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ 43 มัด

ติดตามอ่านได้จาก นิตยสารชีวจิต

กีวี ชะลอวัย ทานแล้วไม่แก่

146781367-450x299

กีวี ได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

“กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง”

หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อม

คุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”

มื้อต่อไป กินกีวีช่วยชะลอวัยและต้านโรคกันดูนะคะ

 

ที่มาเนื้อหา จาก นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 342

29 สุดยอดอาหาร คงความอ่อนเยาว์

innar sod2

คงไม่มีผู้หญิงคนไหนปรารถนาที่จะมีตีนกาอยู่บนใบหน้าเป็นแน่ แต่เพราะตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เรื่องของริ้วรอยเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้!! อยากให้ริ้วรอยลดเลือนลงไป แถมมีกระดูกที่แข็งแรง และมีพลังมากกว่านี้บ้างมั้ยล่ะ ลองเติมสุดยอดอาหารเหล่านี้ลงในเมนูของคุณดูสิ… สดใสดูอ่อนกว่าวัย stay looking young เพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เพียงอย่างน้อย 1 อย่าง เป็นประจำทุกวัน ก็จะช่วยให้เส้นผมดำขลับ เงางาม ผิวพรรณผุดผ่องและดวงตาเป็นประกาย

1. บลูเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) สารเม็ดสีในบลูเบอร์รี่ ช่วยในการมองเห็น ขอแนะนำให้คุณลอง ปั่นบลูเบอร์รี่รวมกับนมหรือโยเกิร์ตดู

2. พริกหยวก : ทั้งพริกแดง พริกเขียว และพริกเหลืองต่างมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังจะช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรง ลองนำพริกไปทำซัลซ่า โดยผสมเข้ากับมะเขือเทศ กระเทียม พริกแดง แตงกว่า น้ำมันมะกอก และน้ำมะนาวดูสิ นอกจากจะได้ประโยชน์มหาศาลจากเหล่าสุดยอดอาหารแล้ว ยังได้อร่อยกับเมนูเด็ดจากฝีมือของคุณเองอีก

3. กะหล่ำปลี : เห็นเขียวๆ ม่วงๆ อย่างนี้รู้มั้ยว่ากะหล่ำปลีนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซีและเบตาแคโรทีนที่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณ เพียงหั่นกะหล่ำปลีบางๆ แล้วนำลงไปผัดกับขิงและกระเทียม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารมื้อค่ำสำหรับตัวคุณเองแล้ว

4. วอลนัท : ทองแดงในวอลนัทช่วยคงสภาพสีผมของคุณไม่ให้เปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร ลองโรยวอล นัทลงบนสลัดหรือโยเกิร์ตก็ไม่เลวนะ

5. แอปริคอท : สารเบตาแคโรทีนในแอปริคอทช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยในการมองเห็นได้ดี ใส่แอปริคอทลงไปในสตูว์ไก่ ผสมกับขิงและอบเชยให้ได้กลิ่นอายแบบโมร็อคโค

6. อะโวคาโด : การรับประทานอะโวคาโดช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน และปกป้องผิวจากอันตรายที่เกิดจากแสงแดด เนื่องจากอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี บดอะโวคาโดโรยหน้าโอ๊ตเค้กเป็นของทานเล่นดูก็ได้

7. สตรอเบอร์รี่ : วิตามินซีและสารบางอย่างในสตรอเบอร์รี่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นเลือด ผลไม้สีแดงสดทรงเสน่ห์แบบนี้ เพียงแช่เย็นไว้จิ้มกินกับเกลือตอนนั่งดูทีวีก็เพลินดีไม่น้อย

8. เต้าหู้ : หยุดยั้งผิวที่ซีดและแห้งโดยการรับประทานอาหารอย่างเต้าหู้ เพราะในเต้าหู้มีสารที่จะช่วยคืนสภาพผิวและป้องกันรอยเหี่ยวย่น ลองผัดรวมกับผักกรอบๆ หรือทำเป็นต้มจืดเอาไว้ทานเป็นมื้อเย็นนอกจากจะช่วยคืนสภาพผิวแล้ว ยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

9. ข้าวโอ๊ต : เต็มไปด้วยเส้นใยที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยลดอาการตึงเครียด จึงทำให้รอยเหี่ยวย่นน้อยลง เพียงโรยข้าวโอ๊ตลงบนมูสลี่ หรือนมอุ่นๆ ใส่น้ำตาลลงไปเล็กน้อยแค่นี้ก็ทานได้แล้ว กระชุ่มกระชวยเหมือนแรกสาว stay feeling young

10. กระเทียม : สมุนไพรกลิ่นแรงอย่างกระเทียมมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย ล้างพิษ และป้องกันไวรัส จากโรคภัยไข้เจ็บ ตั้งแต่ไข้หวัดไปจนถึงมะเร็ง อาหารไทยส่วนใหญ่มีกระเทียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว

11. แครนเบอร์รี่ : ผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่ายังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ชะงัดอีกด้วย อาจจะทำเป็นแยมไว้รับประทานกับขนมปังหรือทำเป็นซอสแครนเบอร์รี่ไว้ทาไก่หรือเนื้อย่างก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน

12. ลินสีด : ช่วยลดอาการเจ็บตามข้อต่อ เพราะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ร่างกายใช้ในการสร้างฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติป้องกันอาการอักเสบ ลองเติมลงในน้ำปั่นหรือโรยหน้าสลัดดูก็ได้นะ

13. กีวี : วิตามินซีและสารอาหารบางอย่างในกีวีช่วยในการไหลเวียนของออกซิเจน ลดปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น โรคหืด หอบ หั่นกีวีเป็นลูกเต๋าเสียบไม้กับมะม่วงหรือกล้วย ทาด้วยน้ำผึ้ง แล้วนำไปย่าง อาจจะได้รสชาติแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง

14. ลูกพลัม : อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยป้องกันการถูกทำลายของไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมอง นำลูกพลัมไปเคี่ยวกับน้ำส้ม และโรยลงไปบนมูสลี่ หรือจะกินเล่น เป็นขนมขบเคี้ยวก็ไม่มีใครว่า

15. กล้วย : เป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม นอกจากกล้วยจะช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารแล้วยังช่วยลดอาการท้องผูก แค่ผสมเข้ากับนม น้ำผึ้ง และอัลมอนด์ ก็จะได้อาหารเช้าที่แสนอร่อย

16. ส้ม : การรับประทานส้มทั้งผลแทนการดื่มน้ำส้มจะช่วยให้ได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ มิหนำซ้ำ วิตามินซีในส้มยังช่วยป้องกันและเยียวยาโรคหวัด นอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายด้วย

17. ข้าวกล้อง : ฮอตฮิต อินเทรนด์กันอยู่พักใหญ่ เพราะอุดมไปด้วยแร่แมงกานีสที่จะช่วยให้พลังงานกับร่างกายโดยการให้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย ใครที่ไม่ชอบสีจัดจ้านของข้าวกล้องก็สามารถหุงข้าวกล้องรวมกับข้าวสวยได้

18. มะเขือม่วง : เปลือกของมะเขือม่วงอุดมไปด้วยนาซูนิน (nasunin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปกป้องสมองของคุณจากการถูกทำลาย เพื่อคงความฉลาดหลักแหลมของคุณไว้ ลองนำมะเขือม่วงไปทำแกง หรือรับประทานกับข้าวกล้องก็อร่อยไม่เบา แข็งแรงได้ใจ stay healthy! จากการศึกษาพบว่า อะไรก็ตามที่คุณรับประทานเข้าไป มีโอกาสที่จะทำให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ดีขึ้นได้ เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ เพื่อให้อัตราการเสี่ยงของคุณลดน้อยลง ลองอาหารพวกนี้ดูสิ

19. ลูกพรุน : โพแทสเซียมในลูกพรุนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดและลดระดับความดันเลือด ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจ เสิร์ฟคู่กับโยเกิร์ตหรือกินเล่นเป็นของว่างก็ดี

20. คะน้า : ช่วยให้ตับของคุณผลิตเอ็นไซม์ในการต่อต้านมะเร็ง เมื่อคุณเคี้ยวคะน้า จากการวิจัยพบว่า สามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ ฮืม…ม เลือกผัดคะน้าปลาเค็ม เป็นเมนูมื้อกลางวันดีกว่า (อ้อ อย่าลืมทุบกระเทียมลงไปด้วยนะ)

21. ผักโขม : คุณจะได้รับแคลเซียมจากผักโขม ในขณะเดียวกันก็มีแมกนีเซียมที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณดูดซึมแคลเซียมได้ดี การรับประทานใบอ่อนของผักโขมในสลัด จะช่วยให้ป้องกันโรคกระดูกเปราะและหักง่ายเนื่องจากขาดแคลเซียม

22. ราสเบอร์รี่ : จากผลการวิจัยพบว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในราสเบอร์รี่สามารถยับยั้งการเกิดเนื้อร้ายได้ ลองนำราสเบอร์รี่ไปราดด้วยช็อกโกแลตเหลวแล้วไปแช่เย็นดูสิ

23. ถั่วงอก : สารประกอบ ที่พบในถั่วงอก สามารถช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด นอกจากนี้ถั่วงอกยังประกอบด้วยสารอาหารในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยเรื่องโรคเล็กๆ น้อยๆ ของสตรีในวัยหมดประจำเดือน ถั่วงอกผัดกับเต้าหู้ ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยไม่เบา

24. บล็อคโคลี่ : การรับประทานบล็อคโคลี่เป็นประจำ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 20% และยังมีวิตามินซีที่ช่วยป้องกันการปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย ลวกใส่ในสลัด หรือผัดกับกุ้งสดก็ไม่เลว

25. บีทรูท : เนื้อของบีทรูทอุดมไปด้วยเบต้าไซยานิน ซึ่งเป็นสารต่อต้านมะเร็ง รับประทานโดยการนำไปตุ๋นหรือย่าง

26. องุ่นแดง : จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเลือดจับตัวเป็นก้อน และดักจับไขมันในเลือดที่จะเป็นอันตรายต่อเส้นเลือดแดงของคุณ ใส่องุ่นแดงลงในสลัดหรือดื่มไวน์แดงสักแก้วระหว่างมื้อค่ำ

27. ปลาที่มีไขมัน : แซลมอน หรือเนื้อปลาชนิดอื่นๆ ที่มีไขมันปนอยู่บ้างนั้น สามารถช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บมากมาย อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของสมอง ว่ากันว่าให้เด็กๆ กินปลาแล้วจะฉลาด ปลานึ่ง ปลาย่างราดซอสอร่อยๆ ล้วนเป็นทางเลือกที่ดี

28. มะเขือเทศ : สารไลโคพีนี (lycopene) ในมะเขือเทศจะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่สำคัญช่วยให้ผิวสวยอย่าบอกใครเลยเชียวล่ะ เลือกเอาเลยว่าคุณอยากจะใส่มะเขือเทศลงในอาหารอะไรบ้าง

29. หัวหอม : หัวหอมที่มีกลิ่นไม่หอมเหมือนชื่อนี้จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยในการรักษาและป้องกันโรคเบาหวาน ซอยเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ใส่ในไข่เจียว หรือซอยใส่อาหารประเภทยำช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีทีเดียว

ที่มา : heyhaparty.blogspot.com

10 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยคลายความเหนื่อยล้าในยามเช้า

innar sod1

วิธี 1 ไม่ใช้ “กาแฟ” เป็นทางลัด ลดความล้า

แม้คุณจะชินและอยากจิบความหอมของกาแฟในยามเช้า เพื่อหวังกระตุ้นพลัง สลัดความเหนื่อยล้า ทว่าแท้จริงแล้ว กาแฟช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อยล้าได้แค่ช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะพลังชีวิตของคุณจะตกต่ำลงอีกครั้ง เมื่อกาแฟหมดฤทธิ์ สาวบางคนจึงต้องจิบกาแฟทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ แทบกลายเป็นคนติดกาแฟ
ดังนั้นการจิบกาแฟเพื่อต่อสู้กับความเมื่อยล้าของร่างกาย จึงมิใช่ทางออกที่ยั่งยืน หากแต่จะกักเก็บพลังแห่งความอ่อนล้านั้นเอาไว้

วิธี 2 หลับไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง

แม้ว่าร่างกายของแต่ละคน อาจต้องการเวลานอนที่ไม่เท่ากัน แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ก็ควรจะนอนให้ได้วันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า ถึงจะเรียกว่าเหมาะ เพราะร่างกายจะได้มีเวลามากพอในการซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่ ที่สำคัญคุณควรจะเข้านอน และตื่นในเวลาเดียวกันทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด เพื่อให้ร่างกายได้เกิดความเคยชินว่าต้องตื่นขึ้นมาในเวลาใด แถมตื่นขึ้นมาก็จะได้ไม่รู้สึกงัวเงีย แต่กลับกระปรี้กระเปร่า พร้อมรับวันใหม่ในทุกเช้า

วิธี 3 หมั่นเดินเร็ว ออกกำลังฟิตร่างกาย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ถือว่ามีประโยชน์มากโขต่อร่างกาย เพราะจะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) สร้างความสุข และพลังกายพลังใจให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอด ฉะนั้นแนะนำว่าถ้าอยากสดชื่นควรหมั่นออกกำลังกาย อย่าให้พร่อง ที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ออกกำลังราคาแพง หรือเข้าฟิตเนส (fitness) ราคาสูง

หากคุณเป็นมนุษย์ทำงาน ที่มิได้กระเป๋าหนัก วิธีง่ายๆ ในที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกายแบบประหยัด ก็คือ “การเดินเร็ว” ลองเดินเร็วสักวันละ 20 นาที ทำให้ได้สม่ำเสมอ แค่นี้คุณก็จะมีพลังล้นเหลือ ไม่เหนื่อยเพลียง่ายๆ แล้วหล่ะ

วิธี 4 ห้ามลืมมื้อเช้า กินถั่ว-กล้วย บำรุงสมอง

อย่างที่ทราบกันว่า สิ่งที่กินเข้าไปย่อมส่งผลต่อร่างกายคุณโดยตรง ฉะนั้นอาหารที่คุณเลือกส่งเข้าไปในกระเพาะ จึงควรเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง แนะนำเป็นอาหารใกล้ตัวที่หาง่ายๆ อย่าง กล้วย และถั่ว พกติดตัวไว้ รับประทานรองท้องยามหิว เป็นของกินเล่นที่มีประโยชน์เยอะเชียวค่ะ และอีกสิ่งสำคัญที่ต้องกาดอกจันทร์ ห้ามลืมก็คือ อาหารเช้า มื้อเริ่มต้นวันใหม่ที่คุณๆ ไม่ควรจะขาด เพราะหากไม่เติมพลังให้ร่างกาย แล้วจะสดชื่นสดใส มีแรงสู้กับความเหน็ดเหนื่อย อีกตลอดทั้งวันได้ยังไง?

วิธี 5 ดื่มน้ำสะอาด งดกาแฟหลัง 6 โมงเย็น

เป็นอีกสิ่งที่หลายคนอาจหลงลืม แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายขาดน้ำ คุณก็อาจรู้สึกอ่อนเพลีย เซื่องซึมได้ง่ายๆ ฉะนั้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่ายกาย (แนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรดื่มน้ำสะอาดประมาณ 2.5 ลิตรต่อวัน) หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (caffeine) อย่างกาแฟ ในปริมาณมาก เพราะกาแฟจะมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ จนอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ที่สำคัญ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหลัง 6 โมงเย็นด้วยค่ะ เพราะสารคาเฟอีนจะไปกระตุ้นให้คุณประปรี้กระเปร่าในยามที่คุณควรจะพักผ่อน ประเดี๋ยวหลับไม่ลง ตื่นเช้าขึ้นมาจะไม่สดใส กลายเป็นรู้สึกอ่อนเพลียไปอีก

วิธี 6 ขีดเขียน เมื่อรู้สึกง่วง

หากยามเช้ามาถึงออฟฟิศ ก็ยังเมื่อยล้า ไม่เลิกรา ยิ่งตกบ่ายพลังก็ยิ่งต่ำลง ประมาณว่าเมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ทว่าจะมาตาตกนั่งสัปหงกในที่ทำงานคงไม่ส่งผลดีต่อตัวคุณแน่ ดังนั้นต้องตั้งมั่น อย่าหลับให้เสียภาพพจน์เด็ดขาด หากคุณง่วงมาก จนลืมตาแทบไม่ขึ้น สมองเบลอ จนคิดงานไม่ออก ลองหยิบปากกาขึ้นมาวาดรูปเล่น หรือเขียนสิ่งที่คุณกำลังคิดอยู่ลงในกระดาษสักแผ่น เพื่อเป็นการปลุกความคิด กระตุ้นสมองให้ตื่นตัว สลัดทิ้งความเมื่อยล้าให้หายเป็นปลิดทิ้ง

วิธี 7 หาตัวช่วยเป็นวิตามินเสริม (บ้าง)

แม้ทางที่ดีเลิศของการทานอาหารคือ พยายามทานให้ครบ 5 หมู่ แค่นี้ร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงได้แล้ว ทว่าในยุคปัจจุบันสาวทำงานที่มัวแต่ง่วนกับงาน ตื่นเช้าก็เร่ง พักกลางวันก็รีบ ตกเย็นก็เหนื่อย มีเวลาน้อยเหลือเกินที่จะเลือกอาหารการกินให้ได้ครบคุณประโยชน์

ในกรณีนี้อาจมองหาวิตามินเสริมมาเพิ่มเติมสารอาหารที่ร่างกายคุณขาดบ้าง แต่ข้อสำคัญต้องเน้นย้ำว่า ควรรับประทานแต่พอดี และปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอด้วยนะคะ

วิธี 8 วางแผนล่วงหน้า

เพราะในชีวิตของเรา ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลง และเรื่องที่ไม่คาดคิดตลอดเวลา และหากเกิดสิ่งไม่คาดคิดขึ้นแล้วคุณมิได้เตรียมใจ วางแผนแก้ไขไว้แต่เนิ่นๆ ความเครียดก็อาจมาเยือนคุณได้ ฉะนั้นเมื่อคิดจะทำสิ่งใด ควรวางแผนล่วงหน้าไว้ให้กระจ่าง จะแต่งงาน จะมีลูก หรือกระทั่งซื้อบ้านซื้อรถ พิจารณาวางแผนให้รอบคอบเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องมาเครียดนาน เครียดสะสม จนกลายเป็นสิ่งบั่นทอน สร้างความเมื่อยล้าให้กับกายและใจของคุณได้

วิธี 9 จัดสรรบ้านช่องให้เรียบร้อย

มันคงไม่ดีนักที่กลับมาจากที่ทำงานเหนื่อยๆ แล้วต้องเจอกับสภาพบ้านช่องที่รกรุงรัง จะหาของแต่ละทีก็แทบต้องนั่งปาดเหงื่อ เพราะไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน!

อย่าเพิ่มความเหนื่อยให้กับตัวเองเลยค่ะ หากอยากเก็บพลังเก็บแรงไว้สู้กับปัญหาภายนอกอีกสารพัด ลองเริ่มด้วยวิธีใกล้ตัวสุดๆ อย่างการจัดระเบียบบ้าน หรือห้องนอนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มองเห็นสะอาดตา หยิบหาของใช้ก็แสนง่าย ..นี่แหละอีกสิ่งง่ายๆ ที่จะสร้างความสุข และป้องกันความเหนื่อยหน่ายให้ตัวเราได้

วิธี 10 ทำกิจกรรมปลดเปลื้องความเครียด

พยายามที่จะเรียนรู้ และหาทางจัดการกับความเครียดของตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ เสียบ้าง เพราะการกักเก็บความเครียดเอาไว้นาน มันจะส่งผลเสียต่อทั้งร่างกาย และจิตใจ หากรู้สึกว่าวันนี้เซ็งจิต ทำอะไรก็ผิดรู้สึกเครียดไปหมด ลองผ่อนคลายด้วยวิธีใกล้ตัว อย่าง การอาบน้ำให้เย็นสบาย ปล่อยใจให้ว่าง หรือจะอ่านนิยายเล่มโปรด, ทำสิ่งที่คุณชื่นชอบเพื่อให้รู้สึกว่าสบายใจ หลบหลีกความวุ่นวายของวันเก่าๆ ให้หมดก่อนเข้านอน เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้ตื่นมาพร้อมกับพลังเต็มเปี่ยม พบกับวันใหม่ที่สดใส ไฉไลกว่าเดิม

เครดิต http://www.ladytip.com

เครดิต > : หนังสือพิมพ์ astv ผู้จัดการ

เคล็ดลับดูแลผิวให้อ่อนกว่าวัย ไม่ให้ใครมาเรียกป้า!

ได้ยินใครเรียกป้าทีไร แหม่… มันปรี๊ดด หันควับไปมองแรงทันที แต่ลองมาสำรวจตัวเองดีๆ ว่าทำไมเค้าเรียกเราว่าป้าล่ะคะ ? จะเรียกพี่ ยังฟังดูดีกว่า ฟังแล้วท้อใจไปเลย ดังนั้นเราอย่าเครียดค่ะแต่ต้องหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น เอาให้เรียกพี่เรียกน้อง นับอายุกันไม่ถูกเลยดีทีเดียว เอาล่ะ! เราไปดูเคล็ดลับที่จะทำให้ผิวดูสดใสอ่อนกว่าวัยกันเลยค่ะ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

1157

Credit : homearena

การที่เราถูกเรียกว่าป้า อาจเป็นเพราะว่าเราดูโทรม ลองนึกดูสิคะ ว่าช่วงนี้เราพักผ่อนน้อยรึเปล่า เกิดอาการเครียดๆ บ้างมั้ย อาการเหล่านี้ถ้าปล่อยไว้ไม่ดีแน่ ลองเข้านอนให้ไว ทำจิตใจให้โล่งสบายๆ แล้วพักผ่อนอย่างเต็มที่ผิวหน้าจะดีขึ้นสดใสขึ้นแน่นอนค่ะ

ทาครีมกันแดด

290

Credit : zliving

แสงแดดเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงมันไม่ได้ แต่เราสามารถป้องกันมันได้นะคะ โดยการทาครีมกันแดด ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ถึงจะไม่เห็นแสงแดด แต่จำไว้เลยว่า รังสียูวีมันแผ่มาตลอดล่ะค่ะ จะคอยทำร้ายผิวเราอยู่เรื่อยเลย เราจึงต้องป้องกัน ไม่อย่างนั้นผิวจะคล้ำเสียและริ้วรอยก่อนวัย ก็จะตามมานะ

ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดหมดจด

365

Credit : soarwithhim

สาวขี้เกียจ หน้าเหมือนป้า ฟังทางนี้! นี่ไม่ได้แรงนะคะ แต่ต้องขู่กันแบบนี้เลย ถ้าเราเป็นคนชอบแต่งหน้า ก็ต้องชอบล้างหน้าด้วยนะคะ ถึงแม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยขนาดไหน ก็ต้องกลั้นใจไปล้างออก เพราะถ้าปล่อยไว้หน้าพังแน่นอน สิ่งสกปรกต้องไปอุดตันรูขุมขน ทำให้สิวมาจ๊ะเอ๋แน่นอนเลย

ทานผักผลไม้เยอะๆ

452

Credit : adhyatmablog

การบำรุงผิวจากภายในด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นพวกพักผลไม้ นอกจากจะได้เรื่องสุขภาพ ระบบขับถ่ายดีแล้ว ผิวยังสวยอีกด้วยนะ ใครที่ไม่ชอบกินผักผลไม้ คราวนี้ก็ต้องเริ่มฝึกกินแล้วนะคะ

ดื่มแอลกอฮอลล์ให้น้อยลง

542

Credit : vocedistrada

เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งและเกิดริ้วอยก่อนไว เราต้องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยเลยค่ะ ใครเป็นสาวนักดื่มก็ต้องห้ามใจหน่อยล่ะเนอะ ดีกว่าถูกเรียกเป็นป้าเป็นไหนๆ จะยอมแลกมั้ยล่ะสาวๆ ควรหันมาดื่มน้ำเปล่าจะดีกว่า ผลลัพธ์ที่ได้มันตรงกันข้ามเลย เพราะผิวจะชุ่มชื้นสดใส น่ามองกว่ากันเยอะเลยค่ะ

ต่อไปนี้คงไม่มีใครเรียกว่าป้าแล้วล่ะ หากสาวๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ ลองเอาไปปรับใช้กันนะคะ แล้วจะพบว่าเราหน้าเด็กขึ้นเลยล่ะ เผลอๆ จะโดนเรียกว่าน้อง จนแอบยิ้มเลยนะ

ขอขอบคุณ www.ladyissue.com

5 สูตรฮิตจากกากกาแฟ เพื่อความสวย!

เอ๊ะๆ กาแฟกับความสวยเกี่ยวข้องกันได้ยังไง? เราคงคุ้นชินกับการดื่มกาแฟ เพื่อขับไล่ความง่วง ระหว่างวัน หรือในตอนเช้า ความจริงในกากกาแฟ เต็มไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยให้ผิวห่างไกลจากริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่น แถมกาเฟอีนในกาแฟ ยังดีต่อผิว ด้วยการกระตุ้นให้ผิวสดใส สดชื่น แถมกากกาแฟ ยังช่วยขัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ให้ผิวสดใส

หูยยยย >_< พอไม่ต้องดื่มแล้ว ประโยชน์เรื่องความสวย ความงามของกาแฟเนี่ยจัดว่าเด็ดจริงๆนะคะ งั้นเอาไป 5 สูตรเพื่อความสวยของสาวๆกันเลยดีกว่าค่ะ

BFC1

ผิวขาว

สาวๆที่อยากได้ผิวขาว นำกากกาแฟมาผสมกับ มะขามเปียกและน้ำผึ้งให้เข้ากันนะคะ แล้วขัดเป็นวงกลมไปตามผิว หรือตรงส่วนที่สาวๆอยากให้ขาวทิ้งไว้ 10 – 30 นาที จากนั้นก็ล้างออก อาบน้ำตามปกติ ทำเป็นประจำทุกวัน หรืออาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งก็ได้ค่ะ

ผิวเนียน

อยากผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส ต้องสูตรนี้เลยค่า ผสมกากกาแฟ นมสดและน้ำผึ้งให้เข้ากัน แล้วขัดวนไปตามผิวของสาวๆ นวดเบาสัก 20 นาทีแล้วล้างออก ผิวก็จะเนียนนุ่ม น่าสัมผัสเลยล่ะค่า

ผิวใส

อยากผิวใสหรอ? ใช้กากกาแฟ ผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้งเลยค่า ขัดไปตามผิว หรือจะเอามาพอกหน้าไว้ ไม่ต้องขัดก็ได้นะคะ ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก ผิวก็จะใส สุขภาพดีขึ้นได้ค่ะ ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้งเท่านั้นเองค่า

ลดรอยสิว

อ่ะๆ นอกจากจะผิวขาว ผิวเนียนแล้ว อยากลดรอยสิว กากกาแฟก็ช่วยได้นะคะ ผสมกากกาแฟกับผงขมิ้นชันและโยเกิร์ต นวดขัดเบาๆไปตามผิวของสาวๆแล้วทิ้งไว้ 15 – 30 นาที สาวๆ ก็จะได้ผิวใสๆ ไร้รอยสิวแล้วค่า

อื้อหื้อ … ผิวสวยๆ กากกาแฟช่วยได้แบบนี้ ไปหากากกาแฟมาทำตามกันดีกว่าค่ะ ได้ผิวสวย โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายด้วยน้า ^0^

Cr. www.ladyissue.com

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ จบปัญหา “แก่ก่อนวัย”

skinfw364

 

 

ใครอยากแก่ ใครอยากผิวคล้ำ ใครอยากขี้โรค…ตอบ?

เพราะใครๆ ก็อยากดูดี เปล่งประกายออร่ากันทุกคน จนต้องเสาะหาวิตามิน อาหารเสริม บำรุงร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ยาขาว อาหารเสริม ที่ช่วยขับผิวให้ขาวใส คอลลาเจน อาหารเสริม ที่ช่วยให้ผิวเต่งตึง หรือกระทั่ง กลูต้าไธโอน อาหารเสริม ที่ช่วยให้ผิวดูสว่างใสมีออร่า

 

แต่เดี๋ยวก่อน!!!

คุณทราบมั้ยว่า? สารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด ไม่ได้มาจากสิ่งคุณกิน แต่แท้จริงแล้ว มาจากสิ่งที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นเองต่างหาก”

“ความชรา” เป็นหนึ่งในปัญหาทางสังคมสุขอนามัยที่สำคัญที่สุดในประเทศตะวันตก และได้รับการอธิบายว่าเป็นความเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องในการทำงานทางชีววิทยากับเวลา ความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากอนุพันธ์ ROS เป็นตัวกำหนดหลักของอายุขัย ระดับอนุพันธ์ ROS เพิ่มสูงขึ้นจากเนื่องมาจากอายุในระบบอวัยวะหลัก และการสะสมของการทำลายโดยอนุมูลอิสระเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในกระบวนความชรา การขัดขวางสมดุลการรีดอกซ์ของเซลล์นี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นวิถีการอักเสบซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะสู่วัยชรา และกระบวนการตายของเซลล์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ได้ลดลงอย่างมากจากความชรา ทำให้เซลล์ติดเชื้อจากการทำลาย และการอักเสบได้ง่ายยิ่งขึ้น และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ได้แสดงให้เห็นว่า สามารถช่วยเพิ่มอายุขัยของระบบบางอย่างได้ ดังนั้น การเสริมสร้างระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในร่างกาย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายของเซลล์และชะลอความชราได้

 

ทฤษฎีความชราจากอนุมูลอิสระ

เดนแฮม ฮาร์แมน ได้เสนอทฤษฎีความชราจากอนุมูลอิสระขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1950 โดยมีสมมติฐานว่า ความเสียหายต่อโมเลกุลใหญ่ของเซลล์ผ่านทางการสร้างอนุมูลอิสระในสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนเป็นตัวกำหนดหลักของอายุขัย ปัจจุบันมีหลักฐานที่ชัดเจนว่า การสะสมของอนุพันธ์ ROS โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์ และการทำลายโดยอนุมูลอิสระ เป็นปัจจัยหลักของกระบวนความชราในเซลล์และเนื้อเยื่อ (รูปที่ 1) การทำลายโดยอนุมูลอิสระที่ค่อยๆ สะสม และไม่สามารถย้อนกลับได้ เป็นสาเหตุของการทำงานทางสรีรวิทยาที่บกพร่อง อัตราการเกิดความผิดปกติเนื่องจากความชราเพิ่มสูงขึ้น และอายุขัยสั้นลง การศึกษาในแบบจำลองสัตว์แสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่มีอายุขัยยาวนานกว่า มีการทำลายโดยอนุมูลอิสระลดลง และ/หรือมีความต้านทานต่อภาวะความเครียดออกซิเดชันมากขึ้น

 

ความชรากับวิถีการอักเสบ

การขาดตอนอันเนื่องมาจากอายุในสมดุลการรีดอกซ์ในเซลล์ กลายเป็นปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักในการเกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง นอกจากทำให้ความสามารถของเซลล์ในการขจัดอนุพันธ์ ROS อย่างมีประสิทธิภาพลดลงแล้ว การขาดสมดุลในการรีดอกซ์นี้ ยังนำไปสู่การกระตุ้นปัจจัยการถอดรหัสที่ไวต่อการกระตุ้นของการรีดอกซ์อีกด้วย โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการถอดรหัสของการรีดอกซ์ นำไปสู่การกระตุ้น และทำลายวิถีการให้สัญญาณ ซึ่งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างที่แสดงออกมาของยีน ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนสภาพ ภาวะสู่วัยชรา และการเสียชีวิต (รูปที่ 1)

e

รูปที่ 1: ความชรา: กระบวนการของอนุพันธ์ ROS ที่พึ่งพาตนเอง

 

การขาดเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เร่งความชรา

อายุขัย ถูกพัฒนามาจากความสามารถของสิ่งมีชีวิตในการจัดการกับปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระที่สร้างความเสียหายแก่ร่างกาย หนึ่งในสมมติฐานของทฤษฎีอนุมูลอิสระคือ ระดับการต้านทานของสารอนุมูลอิสระโดยปกติแล้วไม่เพียงพอต่อการขับอนุพันธ์ ROS ส่วนเกินที่ถูกสร้างขึ้น ความชราเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ซึ่งพัฒนาภาวะความเครียดออกซิเดชันและทำให้เกิดการทำลายโดยอนุมูลอิสระของเซลล์

อายุขัยของยีสต์ ถูกทำให้สั้นลงโดยการเอาทั้งยีน Cu/Zn-SOD และ Mn-SOD ออก การศึกษาเพิ่มเติมแสดงให้เห็นถึงอายุขัยที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัดของแมลงหวี่ (ลดลงร้อยละ 80) ที่ขาดยีน Cu/Zn-SOD เช่นกันกับหนูที่ไม่มียีน SOD มีอายุขัยเฉลี่ยน้อยลงร้อยละ 30 และมีอายุขัยสูงสุดลดลงร้อยละ 40

ความสัมพันธ์นี้ได้รับการยืนยันทางคลินิกในมนุษย์ ผู้ที่เป็นโรคดาวน์ซินโดรมมีอัตราส่วนเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ต่อเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ GPx เปลี่ยนแปลงไปซึ่งนำมาสู่ความชราก่อนวัย การศึกษาบางฉบับได้แสดงให้เห็นว่า การทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในเซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์ลดลง เนื่องจากอายุ ในประชากรชาวโปแลนด์ที่มีอายุ 4-80 ปี มีการเฝ้าสังเกตการขาดการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในเซลล์เม็ดเลือดแดงร้อยละ 14 และร้อยละ 11 ในประชากรผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับวัยรุ่นและวัยกลางคนตามลำดับ (รูปที่ 2)

f

รูปที่ 2: การทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในเซลล์เม็ดเลือดแดงตามช่วงอายุ

 

เป็นที่น่าแปลกใจว่า การเสื่อมถอยของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เริ่มจากอายุ 18 ปี และคงยังไปจนถึงวัยชรา เช่นเดียวกับที่มีการเฝ้าสังเกตในประชากรชาวสเปน (รูปที่ 3)

g

รูปที่ 3: ผลของความชราต่อระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การขาดการทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ตาม ผู้เขียนได้รายงานระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่ลดลงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไปโดยลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับกลุ่มทดลองที่อยู่ในวัยชรา ระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่ลดลงเนื่องจากอายุนี้ นำไปสู่การกำเริบของความผิดปกติเนื่องจากความชรา

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD: ตัวชะลอวัย

เนื่องจากเป็นการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นแรก เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ช่วยป้องกันเซลล์จากการทำลายโดยอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ยังแสดงผลการต่อต้านการอักเสบที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งป้องกันการกระตุ้นวิถีสู่วัยชรา รายงานจำนวนมากได้ศึกษาผลการของการชักนำของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD สู่การมีอายุยืนของระบบอวัยวะที่แตกต่างกัน มีการรายงานว่า อายุขัยของยีสต์เพิ่มขึ้นโดยการแสดงออกของยีน Mn-SOD ที่มากเกินไป การศึกษาอื่นๆ ได้รายงานว่า การแสดงออกของทั้งยีน Cu/Zn-SOD และ Mn-SOD และเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ CAT ได้เพิ่มอายุขัยของแมลงหวี่อย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับหนูที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมซึ่งมีการแสดงออกของยีน Mn-SOD ที่มากเกินไปมีอายุขัยสูงสุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ในช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีการเฝ้าสังเกตว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในเนื้อเยื่อและน้ำเหลืองสูงกว่ามีชีวิตยืนยาวกว่าสัตว์ที่มีระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ต่ำกว่า ดังนั้น การกระตุ้นระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในร่างกายจึงเป็นกลยุทธ์การชะลอวัยที่มีประสิทธิภาพ

มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ความชราเป็นผลมาจากการสะสมของอนุพันธ์ ROS และการทำลายโดยอนุมูลอิสระ การขัดขวางสมดุลการรีดอกซ์นำไปสู่การอักเสบและการขาดระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ผู้สูงอายุมีระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ต่ำกว่าประชากรที่มีอายุน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด การเสื่อมถอยของระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เริ่มขึ้นในวัยหนุ่มสาวและจะคงอยู่จนถึงวัยชรา เนื่องจากเป็นการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระชั้นแรก การฟื้นฟูระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันความชราของเซลล์ด้วยการ

 

สรุป

ความเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องในการทำงานทางชีววิทยากับเวลา ความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากอนุพันธ์ ROS เป็นปัจจัยหลักของความแก่ เนื่องจากอนุมูลอิสระ ดังนั้น สารต้านอนุมูลอิสระและตัวกลางการต่อต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพมาก จะคืนความอ่อนเยาว์ให้กลับสู่วัยหนุ่มสาวอีกครั้ง โดยที่เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ถือว่ามีฤทธิ์ในการ

  • ทำให้เกิดสมดุลในการสร้างอนุพันธ์ ROS
  • ป้องกันการทำลายโดยอนุมูลอิสระ
  • ยับยั้งปฏิกิริยาการอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการตายของเซลล์

 

ต้องขอบคุณการทำงานของ เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ คราวนี้ จะเลือกซื้อ วิตามิน อาหารเสริม คอลลาเจน ยาขาว ครีมหน้าใส อย่าลืมนึกถึง SOD B® เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ…ลดปัญหา “แก่ก่อนวัย” นะคะ

SOD B® เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ จบปัญหา “คีลอยด์”

SOD B® เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ จบปัญหา “คีลอยด์”

hiruscar_facescar

 

เพราะปัญหาคีลอยด์ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ

แผลหลังผ่าตัด แผลหลังคลอด แผลเป็นนูน หรือแม้แต่ รอยแผลเป็นจากสิว ปัญหาโลกแตกที่มนุษย์ทุกคนคงต้องเจอ แต่ใครๆ ก็อยากผิวเนียน เปะเวอร์! จนต้องเสาะหา วิตามิน อาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็น ยาทาแผลเป็น ครีมลดลอยแผนเป็น ครีมลดสิว ครีมหน้าใส ที่หวังว่ามันจะช่วย ลบรอยแผลเป็น ให้จางลง ผิวกลับมาเนียนเรียบตึงอีกครั้ง

แผลที่สมานอย่างบกพร่องสร้างผลกระทบต่อผู้คนราว 3-6 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) ประสบเหตุการณ์นี้ร้อยละ 85 การสมานแผลมีทั้งหมด 3 ช่วงที่แม่นยำและเป็นขั้นเป็นตอน ได้แก่ การอักเสบ การเพิ่มจำนวน และการสร้างใหม่ ปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้องกับช่วงใดช่วงหนึ่งหรือมากกว่าซึ่งทำให้การสมานแผลบกพร่อง การปล่อยอนุพันธ์ ROS มากเกินไปและปฏิกิริยาการอักเสบที่เกิดขึ้นยาวนานผิดปกติทำให้กระบวนการสมานแผลล่าช้า เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จึงเป็นวิธีการพัฒนาการซ่อมแซมผิวที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านการอักเสบ

 

การสมานล่าช้าและการปล่อยอนุมูลอิสระ

สืบเนื่องจากการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ทำให้มีการเฝ้าสังเกตการสร้างอนุพันธ์ ROS ที่มากเกินไป เมื่อเซลล์ที่อักเสบถูกกระตุ้นให้สร้างอนุพันธ์ ROS จำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการต้านทานของเซลล์ แม้ว่ากระบวนการนี้จะมีประโยชน์ต่อการปนเปื้อนของบาดแผลที่ขาดหายไป  ระดับของอนุพันธ์ ROS ที่เพิ่มขึ้นระหว่างการปนเปื้อนส่วนเกินนี้ ยับยั้งการแพร่กระจายและการเพิ่มจำนวนของเซลล์และเป็นสาเหตุให้เนื้อเยื่อได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

 

การเปลี่ยนแปลงของการสมานผิวและการอักเสบ

ในระหว่างการสมานแผลแบบปกตินั้น กระบวนการอักเสบจะหยุดเมื่อมีการเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีทางพยาธิวิทยา การแทรกซึมโดยเซลล์ที่มีการอักเสบนั้นเกิดขึ้นถาวรซึ่งนำไปสู่การแพร่พันธุ์ของตัวกลาง เช่น อนุพันธ์ ROS ปัจจัยการเติบโต และไซโตไคนิน (รูปที่ 1)

a

รูปที่ 1: วงจรปัญหาของการสมานแผลที่ล่าช้า

กระบวนการนี้กระตุ้นการเพิ่มจำนวนและการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นใยไปสู่เซลล์ไมโอไฟโบรบลาสท์ซึ่งพัฒนาการตอบสนองต่อการอักเสบจนถึงระยะการเกิดพังผืด การกระตุ้นอย่างเรื้อรังนี้มาจากการแพร่พันธุ์ของตัวกลาง เช่น อนุพันธ์ ROS ปัจจัยการเติบโต หรือไซโตไคนิน (TGF-β1) ซึ่งนำไปสู่การยับยั้งกระบวนการตายของเซลล์

 

การสมานผิวที่บกพร่องและชีวิตสมัยใหม่

ปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้องกับช่วงใดช่วงหนึ่งของกระบวนการสมานหรือมากกว่าซึ่งทำให้การซ่อมแซมเนื้อเยื่อบกพร่อง ปัจจัยเหล่านี้รวมไปถึงอายุ ความเครียด โรคอ้วน การติดสุรา การสูบบุหรี่ และการได้รับรังสียูวี โดยปัจจัยเหล่านี้ได้เพิ่มกระบวนการอักเสบและการปล่อยอนุพันธ์ ROS ในบริเวณที่เป็นแผล สิ่งที่น่าสนใจคือ การได้รับปัจจัยภายนอกเหล่านี้ทุกวันเชื่อมโยงกับระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ภายในที่ลดลง ดังนั้น เราจึงสามารถอธิบายกระบวนการสมานผิวที่บกพร่องได้

การจัดการแผลอย่างเหมาะสมประกอบไปด้วยการป้องกันการสร้างอนุพันธ์ ROS การลดการตอบสนองต่อการอักเสบ  และการสงวนผิวจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้อาการมากขึ้น (รูปที่ 2)

b

รูปที่ 2: การจัดการแผลอย่างเหมาะสม

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ยับยั้งปัจจัยที่ทำให้อาการมากขึ้น

การได้รับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD โดยการรับประทานเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งผลกระทบจากความเครียดต่อความบกพร่องของกระบวนการสมานแผล การศึกษาทางคลินิก 2 ฉบับหลักได้รายงานความเครียดที่รับรู้ได้ที่ลดลง (ร้อยละ 21.7) ในผู้ที่ได้รับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จากเมลอนธรรมชาติที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพโดยการรับประทาน (SOD B® ที่มีเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ขนาด 140 IU) (รูปที่ 3)

c

รูปที่ 3: ผลกระทบของการได้รับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD โดยการรับประทานต่อความเครียดที่รับรู้ได้เมื่อเทียบกับยาหลอก

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ลดขนาดแผล

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ได้รับการรายงานว่ามีประสิทธิภาพในการลดขนาดแผลหลังไหม้เมื่อได้รับเฉพาะที่ หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง ขนาดรอยโรคของสัตว์ที่ไม่ได้รับการรักษาขยายเป็น 165% และขนาดรอยโรคของสัตว์ที่ได้รับการรักษาขยายน้อยกว่า 102% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวน้อยลงของรอยโรคอย่างเห็นได้ชัด

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เร่งการงอกขยายใหม่ของเยื่อบุผิว

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ให้แก่หนูเฉพาะที่เป็นเวลา 3 สัปดาห์ได้เร่งการงอกขยายใหม่ของเยื่อบุผิวหลังจากผิวไหม้ ซึ่งกระตุ้นการทำงานของปัจจัยการเจริญเติบโตที่บุผนังหลอดเลือดของหลอดเลือดหรือ VEGF ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการสังเคราะห์สารเคลือบเซลล์หรือ ECM

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ลดการบวมของผิว

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD มีประสิทธิภาพในการลดการบวมของผิวหลังการบาดเจ็บ หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง ความหนาของผิวของสัตว์ที่ได้รับการรักษาเฉพาะที่ด้วยเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD (ยีน Cu/Zn-SOD ผสมของมนุษย์) ลดลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับสัตว์ที่ไม่ได้รับการรักษาที่อยู่ภายใต้การควบคุม ในช่วง 3 วันที่มีการเฝ้าสังเกต การทุเลาของผิวที่บวมลดลงร้อยละ 45 ในสัตว์ที่ได้รับการรักษาด้วยเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เมื่อเทียบกับร้อยละ 15 ในสัตว์ที่ไม่ได้รับการรักษาที่อยู่ภายใต้การควบคุม

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ยับยั้งการเกาะติดมากเกินไปของคอลลาเจน

คุณสมบัติต่อต้านการเกิดพังผืดของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ได้รับการศึกษาในเอกสารกว่า 130 ฉบับที่ถูกตีพิมพ์ โดยเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ถูกใช้เป็นตัวรักษาการต่อต้านพังผืดที่ได้ผลดีเพื่อดูดซึมการเกิดพังผืดที่ถูกชักนำโดยรังสีบำบัด คุณสมบัติการต่อต้านพังผืดของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD สามารถช่วยลดการขัดขวางของพังผืดได้ นอกจากนี้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ยังส่งผลกระทบต่อภาวะธำรงดุลของเซลล์ไมโอไฟโบรบลาสท์โดยการชักนำการย้อนกลับลักษณะของเซลล์ไมโอไฟโบรบลาสท์สู่เซลล์สร้างเส้นใยธรรมดา ผู้เขียนเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่า การย้อนกลับลักษณะนี้สัมพันธ์กับการยับยั้งไซโตไคนิน (รูปที่ 4)

d

รูปที่ 4: การต่อต้านพังผืดของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD

 

สรุป

แผลที่สมานอย่างบกพร่อง จากการสร้างอนุพันธ์ ROS ที่มากเกินไป เป็นต้นเหตุทำให้ผิวเกิดคีลอยด์ ดังนั้น สารต้านอนุมูลอิสระและตัวกลางการต่อต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพมาก จะคืนความชุ่มชื้นให้ผิวกลับสู่ภาวะปกติ โดยที่เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ถือว่ามีฤทธิ์ในการ โดยที่ เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ได้ถูกแสดงให้เห็นว่า

  • ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้อาการมากขึ้น
  • ช่วยยับยั้งการเกิดพังผืด และการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป
  • ช่วยเร่งการงอกขยายใหม่ของเยื่อบุผิว
  • ช่วยลดการบวมของผิวหนังหลังไหม้

 

ต้องขอบคุณการทำงานของ เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการซ่อมแซมผิว คราวนี้ จะเลือกซื้อ วิตามิน อาหารเสริม คอลลาเจน ครีมหน้าใส ครีมลดลอยแผล อย่าลืมนึกถึง SOD B® เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ…ลดปัญหา “คีลอยด์” นะคะ

ที่มา: วารสารโภชนาการ (www.sciencedirect.com)

วิธีดูแลผิวตอนขึ้นเครื่องบิน ให้สวยพร้อมเที่ยวต่อ!!

 

HTBS1-1

image via

เนื่องจากความดันอากาศในเครื่องบิน จะดึงเอาความชุ่มชื้นจากผิวไป ทำให้รู้สึกว่าผิวแห้ง หมองคล้ำ หลังจากลงเครื่องบิน โดยสาวๆที่ต้องทำงานบนเครื่องมักจะประสบกับปัญหานี้บ่อย พวกเธอเลยต้องบำรุงผิวกันตลอดเวลา ขนาดเราที่ไม่ค่อยได้เดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยยังมีปัญหากันเลยค่ะ แล้วแบบนี้ ถ้าอยากลงเครื่องแล้วผิวสวย พร้อมไปต่อเลย ต้องทำยังไง? ไปต่างถิ่น ก็อยากจะดูไว้ก่อนนี้ งั้นมาดูวิธีดูแลผิวป้องกันผลกระทบจากการเดินทางด้วยเครื่องบินกันค่ะ

มาสก์หน้าก่อน

ถ้ารู้ตัวว่าจะต้องขึ้นเครื่องเดินทาง ควรเตรียมสภาพผิวให้มีความชุ่มชื้นก่อน ไม่ว่าจะเป็นมาสก์แตงกวา มากส์อะโวคาโด เลือกมาสักหนึ่งอย่าง มากส์ก่อนนอน แล้วไปขึ้นเครื่อง สาวๆจะได้มีผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งเสียจนเกินไปค่า

แต่งหน้าให้น้อยที่สุด

ในระยะเวลาการเดินทาง ไม่ว่าจะเดินทางระยะสั้น ก็ต้องใช้เวลาต่ำๆ 3 ชั่วโมง ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาหน้าหมองคล้ำจากความแห้งและสิ่งอุดตันทั้งหลาย ควรเลี่ยงเครื่องสำอาง แต่งได้ แต่ให้แต่งน้อยๆ จะได้ไม่มีสิ่งสกปรกอุดตันรูขุมขน หน้าไม่หมองคล้ำค่า

ชุดผ้าคอตตอน

จะบำรุงแค่ผิวหน้ากันไม่ได้นะคะ ต้องบำรุงผิวตัวกันด้วย แล้วการใส่เสื้อผ้าฝ้าหรือผ้าคอตตอน จะช่วยระบายอากาศ ให้รู้สึกสบายผิว ถ้าอยากเดินทางแบบสบายๆตัว ไม่ต้องทนกับเหงื่อให้ผิวคล้ำ อย่าลืมใส่เสื้อ ผ้าเนื้อสบายๆ กันนะคะ

อย่าลืมทากันแดด

ถึงแม้ว่าจะอยู่บนเครื่อง แต่เราก็อยู่สูงจนใกล้แสงแดดมากกว่าอยู่บนพื้นโลก ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้ผิวเหี่ยว กันแดดสำคัญมากค่ะ

อย่าลืมจมูก

หมายถึงอย่าลืมดูแลความชุ่มชื้นบริเวณจมูกกันด้วย ไม่ใช่ว่าอย่าลืมจมูกทิ้งไว้ที่บ้านนะคะ #แฮ่! ควรทาครีมบำรุงผิวบริเวณจมูกด้วย จมูกลอก ไม่สวยหรอกค่ะ

ชาเขียวดีต่อผิว

ถ้าต้องการดื่มน้ำ แต่อยากให้ผิวสวย ชาเขียวเป็นตัวเลือกที่ดี ที่สุดค่ะ เพราะในชาเขียว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวสดใส ไม่แห้งแล้ว ยังช่วยให้ความสดชื้นดีด้วยน้า

ขัดผิว

ก่อนขึ้นเครื่องอย่าลืมขัดผิว เอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกให้หมดก่อน แล้วตามด้วยการทาครีมที่มีมอยเจอไรเซอร์บำรุงตาม ป้องกันปัญหาผิวหมองคล้ำ และแห้งเสียค่ะ

ได้วิธีแล้ว ก็ไปเดินทางกันเลย! ^0^

Thank you : www.ladyissue
Thank you for cover photo : stylebible.ph

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ…กับการป้องกันรังสียูวี

e_acehlmoqru38

เพราะรังสียูวี ต้นตอของปัญหา “แก่ก่อนวัย”

ใครๆ ก็อยากมีผิวขาว หน้าใสวิ้ง เปะเวอร์! จนต้องเสาะหา ครีมทาหน้า วิตามิน อาหารเสริม บำรุงร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ครีมหน้าใส ครีมหน้าขาว ครีมกันแดดทาหน้า ครีมกันแดดทาตัว ครีมทาตัวขาว หรือแม้แต่ไปตามหารีวิว ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี บน pantip ที่หวังว่า ครีมหน้าขาว ตัวขาว เหล่านี้ จะช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส

แต่รู้ๆ กันอยู่ว่า วิถีการใช้ชีวิตที่มีการปรับเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นำไปสู่การรับรังสียูวีเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปกว่าร้อยละ 80 ของการเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ที่มีที่มาจากรังสียูวีคือ ความชราของผิว พูดง่ายๆ คือ “แก่ก่อนวัย” นั่นเอง ประชากรร้อยละ 2-24 ที่มีอายุ 35-44 ปี เคยใช้เครื่องอบผิวแทนและตู้รังสียูวี การได้รับรังสียูวีซ้ำๆ เป็นเวลานานทำให้เกิดการสร้างอนุพันธ์ ROS มากเกินไป อันส่งผลถึงสัญญาณทางคลินิกของภาวะแก่แดด แม้ว่าการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระจากภายในจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ความต้านทานเหล่านั้นจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วเนื่องจากการได้รับรังสียูวีเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในการป้องกันความเสียหายของผิวจากรังสียูวีได้รับการสนับสนุนในเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์กว่า 100 ฉบับ

 

รังสียูวี: แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุด

รังสียูวีก่อให้เกิดการตอบสนองทางโมเลกุลในผิวหนังมนุษย์ผ่านทางการสร้างอนุพันธ์ ROS โดยรังสียูวีเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผิวโดยคิดเป็นร้อยละ 80 ท่ามกลางแหล่งที่มาจากภายนอกร่างกายซึ่งสามารถชักนำให้เกิดการสร้างอนุพันธ์ ROS ซึ่งเมื่อถูกสร้างมากเกินไปและไม่สมดุล อนุพันธ์ ROS จะมุ่งเป้าไปที่เยื่อหุ้มเซลล์ของสารที่มีไขมันสู รวมถึงดีเอ็นเอของเซลล์และโปรตีนด้วยซึ่งทำให้เกิดผลกระทบที่เป็นพิษ ผิวหนังเป็นสิ่งที่อ่อนไหวง่ายต่อปฏิกิริยาเช่นนี้ ดังนั้น การได้รับรังสียูวีซ้ำๆ เป็นเวลานานจึงนำไปสู่ความชราของผิวและการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังอื่นๆ (รูปที่ 1)

1

รูปที่ 1: การชักนำของอนุพันธ์ ROS โดยรังสียูวีและการเปลี่ยนแปลงของผิว

 

การได้รับรังสียูวีเปลี่ยนแปลงความต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระ

กลไกการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระของเซลล์เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการทำลายโดยอนุมูลอิสระของรังสียูวี แม้ว่าการต้านทานที่อยู่ในระดับปกติจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัด และสามารถพ่ายแพ้ได้ ภายใต้ภาวะการได้รับแสงแดดสูง รังสียูวีจะทำให้อนุพันธ์ ROS เกิดการพัฒนาอย่างมากและลดความสามารถของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย (รูปที่ 2)

2

รูปที่ 2: ความสามารถของสารต้านอนุมูลอิสระภายใต้ระดับรังสียูวีที่สัมพันธ์กันทางสรีรวิทยาและภายใต้เงื่อนไขรังสียูวีสูง

 

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การได้รับรังสียูวีเพียงครั้งเดียวทำให้เกิดความบกพร่องต่อระบบการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระในหนังกำพร้า รวมถึงระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD CAT และ GPx ก็ลดลงด้วย วิธีการหนึ่งในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงการชักนำรังสียูวีของผิวคือ การฟื้นฟูการต้านทานของสารต้านอนุมูลอิสระจากภายใน

 

รังสียูวีสร้างความเสียหายต่อผิว

รังสียูวีกระตุ้นวิถีการให้สัญญาณบางประการในชั้นใต้เยื่อเมือก และเยื่อบุผิวโดยการชักนำการสร้างรูปแบบของอนุพันธ์ ROS Nuclear Factor kB (NF-kB) ถือว่าเป็นส่วนสำคัญเพราะเป็นตัวกลางของสารจากเม็ดเลือดขาวที่ก่อการอักเสบซึ่งมีส่วนในความผิดปกติของผิวหลายประการ อาทิ ผื่นแดง บวมน้ำ และความชราของผิวก่อนวัย (รูปที่ 3)

3

รูปที่ 3: บทบาทของอนุพันธ์ ROS ต่อการทำลายผิวของรังสียูวี

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ป้องกันปฏิกิริยาการอักเสบจากรังสียูวี

อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์ที่อยู่ท่ามกลางอนุพันธ์ ROS มีคุณสมบัติในการก่อการอักเสบโดยการชักนำให้เกิดการทำงานของ NF-kB การศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า ผลการต่อต้านการอักเสบของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จะขึ้นอยู่กับการยับยั้งการทำงานของ NF-kB ต้องขอบคุณกลไกการทำงานเฉพาะนี้ที่ทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD สามารถต้านทานการทำงานของตัวกลางการก่อการอักเสบได้ (รูปที่ 4)

4

การศึกษาทางคลินิกเผยได้เน้นถึงความสามารถของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จากภายนอกในการหยุดการตอบสนองต่อการอักเสบที่ถูกชักนำโดยรังสียูวีบนผิวมนุษย์ รายงานบางฉบับแสดงให้เห็นว่า การทำงานของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่มากเกินไปจะยับยั้งการตายของเซลล์ผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวีบีในแบบจำลองหนังกำพร้าในหลอดทดลอง ผลการทดลองนี้ได้รับการยืนยันแบบจำลองนอกหลอดทดลองด้วย

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ช่วยลบเลือนผื่นแดง

ผื่นแดงถือว่าเป็นผลกระทบเฉียบพลันจากการได้รับรังสียูวีมากเกินไปที่เป็นที่รู้จักที่สุด โดยมีลักษณะที่ปรากฏบนผิวเป็นสีแดง รายงานแสดงให้เห็นว่า เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD จากภายนอกมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเกิดผื่นแดงบนผิว การใช้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD (1,000 IU/ml) สามารถลดการเกิดผื่นแดงได้ร้อยละ 30 ในหลอดทดลอง โดยจะลดการสร้างฮอร์โมนโพรสตาแกลนดิน อีทู หรือ PGE2 ซึ่งเป็นตัวกลางในการตอบสนองต่อผืนแดง

 

เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ช่วยลดโรคผิวหนังจากแสง

รังสียูวีเป็นสาเหตุของการยับยั้งของการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์เพชฌฆาตหรือ NK การเพิ่มปริมาณเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD (100 และ 1,000 IU/ml) ได้รับการรายงานว่าสามารถช่วยลดผลกระทบนี้ได้ ประสิทธิภาพของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ในการลดการกดภูมิคุ้มกันได้รับการยืนยันในหลอดทดลอง

 

สรุป

การได้รับรังสียูวีเป็นเวลานานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายโดยอนุมูลอิสระของผิว และการอักเสบ เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระและตัวกลางการต่อต้านการอักเสบที่มีประสิทธิภาพมาก ทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ถือว่ามีฤทธิ์ในการ

  • ยับยั้งกระบวนการตายของเซลล์ผิว
  • ลบเลือนผื่นแดง
  • ลดโรคผิวหนังจากแสง
  • ป้องกันการกดภูมิคุ้มกัน

จากวิธีการทำงานเฉพาะนี้ทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและลบเลือนการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวี

ต้องขอบคุณการทำงานของ เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ SOD ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและลบเลือนการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวี คราวนี้ จะเลือกซื้อ ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดี? จะใช้ ครีมหน้าใส ครีมหน้าขาว อย่าลืมนึกถึง SOD B® เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ…ลดปัญหา “แก่ก่อนวัย” นะคะ

ที่มา: วารสารโภชนาการ (www.sciencedirect.com)